เพราะเหตุใด เราถึงชอบไปคุยงานกันที่ร้านกาแฟ


หากไม่นับเรื่องของความเบื่อหน่าย อยากอู้สักหน่อยด้วยการออกไปหากาแฟดื่มแล้วล่ะก็ทำไมเรามักจะเห็นภาพของคนทำงานมานั่งคุยกันตามร้านสตาร์บัคส์ บ้างก็มีแล็ปท็อป นั่งเปิดทำงานตรงนั้นได้ทั้งวัน
จากผลการศึกษาโดยศาสตราจารย์ Amar Cheema แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าการคุยงานในร้านนั้นลื่นไหลและเปี่ยมด้วยไอเดียสร้างสรรค์ เป็นเพราะระดับของ "เสียง" ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกาแฟเลย
การทดลองทำโดยให้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 300 คน ให้เข้าไปนั่งอยู่ในที่ๆ มีเสียงเงียบสนิท ปานกลาง และดังโหวกเหวกโวยวาย พบว่ากลุ่มที่ทำงานในที่มีระดับเสียงปานกลาง จะสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอีกสองกลุ่ม
เสียงที่ดังในระดับที่พอเหมาะ และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ช่วยให้ระบบสมองของคนเรารู้สึกตื่นตัวและกระฉับกระเฉง ซึ่งบรรยากาศภายในร้านกาแฟนั้นก็เข้ากับการศึกษานี้พอดี  
ถ้าปลีกตัวออกไปร้านกาแฟไม่ได้ ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศในที่ทำงานให้คล้ายร้านกาแฟดูก็น่าจะดีนะ
ที่มาข้อมูลและภาพ trueplookpanya.com

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

กาแฟแพงที่สุดในโลก


กาแฟ แพงที่สุดในโลก ( Most expensive coffee )
          Kopi Luwak โคปิ ลูแว็ค เป็นกาแฟโรบัสต้าชนิดหนึ่ง และเป็นกาแฟแพงที่สุดในโลก เนื่องจากขบวนการผลิตอันยุ่งยาก แปลกประหลาด มีออกสู่ต้องตลาดประมาณปีละ 500 ปอนด์ต่อปี ทำให้มันมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 41,000 บาท และสามารถผลิตได้เพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ จึงประเทศที่ผลิตได้ก็มีดังต่อไปนี้
          * ประเทศอินโดนีเซีย ที่เกาะสุมาตรา (Sumatra) , เกาะจาวา ( Java ) เกาะสุลาเวสี ( Sulawesi )
          * ประเทศฟิลิปปินส์ ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า Kape Alamid )
          * ประเทศทิมอร์ ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า kafé-laku )
          * ประเทศเวียดนาม ( จะเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า weasel coffee )
ทำไมกาแฟ โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak ) จึงอร่อย
          * ขบวนการย่อยอาหารของชะมด ทำให้โปรตีนในเมล็ดกาแฟแตกตัวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก เวลานำเมล็ดกาแฟชนิดนี้ไปคั่วบดจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ
          * ขบวนการย่อยอาหารของชะมด ทำให้โปรตีนบางชนิดในเม็ดกาแฟ ถูกสกัดออกเมื่อนำไปคั่วแล้ว กาแฟจะมีรสชาติขมน้อยลงนิดหน่อย
          * มันผลิตจากอึของชะมด
ขบวนการผลิต โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak )
          * ปลูกกาแฟในที่ที่มีสัตว์ที่เรียกว่า ชะมดสายพันธ์ุเอเซีย (Asia Palm Civet) แต่ชาวพื้นเมืองจะเรียกชะมด ชนิดนี้ว่า "ลูแว็ค"
          * เม็ดกาแฟสุกชะมดมากิน เม็ดกาแฟที่สุก
          * เมื่อชะมดกินเม็ดกาแฟเข้าไป กรดและเอนไซม์ในกระเพาะอาหารของชะมดทำปฏิกิริยาทางเคมี คล้ายกับการหมัก(Fermentation)          
          * รอชะมดถ่ายมูลออกมา แล้วตามเก็บ แต่สามารถรวบรวมได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากชะมดมีนิสัยขับถ่ายในสถานที่เดิมๆ เสมอ
          * นำมูลที่ได้มาเลือกเฉพาะเม็ดกาแฟ
          * นำเม็ดกาแฟที่ได้ไปตากให้แห้ง
          * นำเม็ดกาแฟที่ตากแห้งดีแล้วมาคั่วจนแห้งสนิด เป็นอันจบขบวนการผลิต โคปิ ลูแว็ค

ความพยายามเลียนแบบ โคปิ ลูแว็ค ( Kopi Luwak )
          แมสสิโม มาร์โคเน นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ใช้เวลาสืบเสาะอยู่นานกว่าจะพบว่า ในป่าแห่งหนึ่งของประเทศเอธิโอเปีย มีชะมดกัดกินกาแฟ แต่จากการทดสอบรสชาติก็ยังด้อยกว่าของอินโดนิเซีย เนื่องจากเป็นชะมดต่างพันธุ์กัน
          แมสสิโม มาร์โคเน ยังค้นพบว่า กระบวนการย่อยอาหารของชะมด ต้องผ่านแบคทีเรียและ เอนไซม์ในท้องของชะมด เป็นกรรมวิธีเดียวกับการหมักกาแฟแบบหนึ่งที่เรียกว่า "การหมักเปียก" และยังใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันด้วย คือ แบคทีเรียแล็กติกเอซิด มาร์โคเนมั่นใจว่าการหมักกาแฟเปียกน่าจะให้ผลใกล้เคียงกับกาแฟที่ผ่านการย่อยในท้องของชะมดแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง
อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/6872/กาแฟแพงที่สุดในโลก/

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

ทำไมกาแฟเย็นชืดถึงไม่อร่อย

     คนชอบดื่มกาแฟเคยนึกสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า "ทำไมกาแฟถ้วยเดียวกัน ตอนร้อนๆ ถึงหอมอร่อย แต่พอทิ้งไว้จนเย็นชืด กลับมีรสชาติน่าถุยทิ้ง?" และยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเรานึกได้ว่ากาแฟเย็นใส่น้ำแข็งก็มีรสชาติดีกว่ากาแฟเย็นชืดที่ทิ้งไว้หลายเท่า

ทีมวิจัยที่นำโดย Karel Talavera แห่ง Laboratory of Ion Channel Research ในคิวบา ได้ทดลองวัดประสิทธิภาพการรับรู้รสอาหารของต่อมรับรสบนลิ้นที่อุณหภูมิต่างๆ กัน พวกเขาพบว่า สำหรับอาหารร้อนที่มีอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส กลุ่มตัวอย่างจะรับรู้รสขมได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเมื่อกินอาหารที่มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง (20-25 องศาเซลเซียส) นอกจากต่อมรับรู้รสขมแล้ว ต่อมรับรู้รสหวานก็ทำงานน้อยลงด้วย
Karel Talavera สันนิษฐานว่า สาเหตุทางวิวัฒนาการที่ทำให้ต่อมรับรสของมนุษย์ทำงานได้ไม่ดีกับอาหารร้อนๆ เนื่องมาจากบรรพบุรุษของเราไม่ได้กินอาหารที่มีอุณหภูมิสูงเกินหรือต่ำเกินกว่าช่วง 20-37 องศาเซลเซียส ลิ้นของเราจึงไม่ได้ถูก 'ออกแบบ' มาให้ทำงานกับอาหารร้อนจัด
อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์คนอื่น เช่น Paul Breslin แห่ง Rutgers University และ Barry Green แห่ง Yale University เห็นว่าประสิทธิภาพการทำงานของต่อมรับรสไม่ใช่คำตอบเดียวว่าทำไมเราถึงไม่ชอบกาแฟเย็นชืด เนื่องจากเมื่อกินอาหารร้อนๆ ต่อมรับรสหวานก็ทำงานน้อยลงด้วย แถมลดลงมากกว่าต่อมรับรสขมเสียอีก ทั้งสองคนคิดว่า "กลิ่น" ของกาแฟน่าจะมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เราชอบกาแฟร้อนๆ
กาแฟร้อนจะปล่อยสารอะโรมาติกที่มีกลิ่นหอมออกมามากกว่า ซึ่งกลิ่นหอมนี้เองที่กระตุ้นให้เรารู้สึกว่ากาแฟมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม นอกจากนี้กลิ่นหอมของนมร้อนๆ (นมที่ใส่ในกาแฟนะ อย่าคิดมาก) ก็ร่วมทำงานเข้าเตะจมูกเราด้วย
นอกจากนี้ Paul Breslin ก็เสนอสมมติฐานว่า มันยังเกี่ยวข้องกับการดึงดูดความสนใจอีก กาแฟร้อนจัดหรือเย็นจัดจะหันเหความสนใจของระบบประสาทรับรู้ของเราไปที่อุณหภูมิที่แตกต่างจากอุณหภูมิห้องและอุณหภูมิร่างกาย ทำให้สัญญาณความขมของกาแฟได้รับความสนใจจากสมองน้อยลง
สรุปว่าในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงชอบกาแฟร้อนหรือกาแฟเย็นใส่น้ำแข็งมากกว่ากาแฟที่เย็นชืด ไม่ใช่กาแฟเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารชนิดอื่นๆ ด้วย แทบจะทุกคนไม่ชอบกินอาหารที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะค้างวันค้างคืน บางทีสาเหตุอาจจะเป็นผลจากทฤษฎีข้างต้นทุกข้อผสมๆ กัน หรืออาจจะมีอย่างอื่นร่วมอีกก็ได้

ที่มา - Life's Little Mysteries

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

หลากรสกับกาแฟถ้วยโปรด


 ในการชงกาแฟก็มีการจำแนกลักษณะรสของกาแฟตามส่วนผสมในการชง ซึ่งก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน คราวนี้ทุกครั้งที่คุณสั่งกาแฟถ้วยใหม่มาดื่ม คุณจะได้สามารถตัดสินใจได้ว่าอยากจะดื่มกาแฟอะไร  ชื่อกาแฟต่างชนิดกันจะประกอบด้วยส่วนผสมหลักเดียวกันคือ..น้ำกาแฟเข้มข้นแก้วเล็ก 1 ช็อต (Espresso Shot) ที่ควรจะต้องทำจากเม็ดกาแฟผสมแบบเอสเปรสโซ(นิยมใช้กาแฟพันธุ์อราบิก้า) และเครื่องชงเฉพาะที่มีแรงดัน ที่เรียกว่าเครื่องเอสเพรสโซ แล้วจึงนำไปผสมกับน้ำ, นม, ช็อคโกแลต หรือส่วนผสมอื่นๆ ตามชื่อสูตรดังนี้
"เอสเพรสโซ" (Espresso)
มักจะหมายถึง น้ำกาแฟเข้มข้นแก้วเล็ก 1 ช็อต(Espresso Shot) เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีควร ดื่มทันทีที่ได้รับ โดยไม่เติมน้ำตาลและนม

"อเมริกาโน" (Americano)
ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับน้ำ จะเป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น เหมาะกับผู้ที่อาจจะมีเวลามากหน่อย และอาจจะเติมนม เติมน้ำตาลตามชอบ

"คาปูชิโน" (Cappuccino)
ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม  และฟองนม จะเป็นนมร้อนหรือนมเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น คาปูชิโนจะมีปริมาณของฟองนมมากกว่าลาเต้ หรืออีกนัยหนึ่งคือมีปริมาณของนมร้อนน้อยกว่านั่นเอง ซึ่งทำให้คาปูชิโนมีรสชาติของกาแฟเข้มกว่าลาเต้และอาเหยาะผงอบเชย (Cinnamon) หรือผงลูกจันเทศ (Nutmeg) หรือผงช็อคโกแลต  ลงบนผิวหน้าฟองนมก่อนดื่ม

"มอคค่า" (Mocha)
ประกอบด้วย ช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม และน้ำเชื่อมช็อคโกแลตมักจะปิดหน้าด้วยวิปครีม เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟที่มีความหอม หวานมันของช็อคโกแลตผสมอยู่ด้วย

"ลาเต้" (Latte)
ประกอบด้วยช็อตเอสเพรสโซ ผสมกับนม และฟองนม จะเป็นนมร้อนหรือนมเย็น แล้วแต่ว่าจะเลือกสั่งเป็นร้อนหรือเย็น เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มกาแฟใส่นม รสชาติที่ได้ก็จะเป็นกาแฟที่ใส่นมแล้ว ไม่เข้มข้นมากเหมือนกับเอสเพรสโซ หรืออเมริกาโน เสน่ห์จะอยู่ตรงที่อุณหภูมิของนมที่เหมาะสมและฟองนมที่สัมผัสริมฝีปาก

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/2821/หลากรสกับกาแฟถ้วยโปรด/                                                                                                                                                                                                                     
สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067                                                                                                                       

รสกาแฟสื่อความหมาย


ทายนิสัยจากกาแฟถ้วยโปรด
ชอบกาแฟขมๆ 
คนที่ชอบกาแฟรสเข้มจัดนั้น มักจะเป็นคนเอาการเอางาน ช่างคิด ช่างวางแผน มีหัวทางธุรกิจ และชอบการทำงานที่ท้าทาย แต่ก็มักเป็นคนที่มีความเครียดเสมอๆ เพราะเฝ้าครุ่นคิดแต่หนทางที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองหวัง
ชอบกาแฟรสชาติหวานมัน
คนที่ชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น ทั้งหวานและมันถึงใจ แสดงว่าเป็นคนที่เปิดเผย ใจกว้าง ชอบความสนุกสนานในชีวิต เป็นคนร่าเริง ช่างกระเซ้าเย้าแหย่ นอกจากนั้นยังเป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ และจะรักษาสิทธิของตัวเองเสมอ
ชอบกาแฟที่กลิ่นหอมแรง
ส่วนคนที่ชอบการแฟที่มีกลิ่นหอมแรงๆ เข้มข้น แสดงว่าเป็นคนที่ช่างเลือก ชอบแต่สิ่งที่ดีที่สุด มักพิถีพิถันต่อข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เป็นคนรักเพื่อน มีทัศนะที่ชัดเจนต่อสิ่งต่างๆ และชอบการอยู่ในสังคมที่มีแต่คนทัศนะตรงกัน
ชอบกาแฟรสอ่อนๆ
คนที่ชอบกาแฟรสชาติอ่อนๆ ขอให้มีกลิ่นกาแฟก็เป็นอันใช้ได้นั้น แสดงว่าเป็นคนที่ชอบความสงบ สุขภาพ ชอบความสะอาด และความปลอดโปร่ง สบายกาย สบายใจ นอกจากนั้นยังเป็นคนเคารพความเห็นของผู้อื่น ไม่ชอบโต้แย้งกับใครโดยไม่จำเป็น

ชอบกาแฟหวานจัด
คนที่ชอบกาแฟหวานมากๆ เรียกว่าหวานนำรสอื่นๆ มาเลยนั้น แสดงว่าเป็นคนที่มีอารมณ์เปราะบาง ปรวนแปรง่าย เป็นคนที่มักจะมีความใฝ่ฝันเกี่ยวกับชีวิตตัวเองที่เป็นอยู่ อยากมีชีวิตที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก อยากเป็นคนพิเศษของใครซักคน
ชอบกาแฟรสกลมกล่อม ส่วนคนที่ชอบกาแฟรสชาติพอดีๆ ไม่หวานเกินไป ไม่มันเกินไป แสดงว่าเป็นคนที่ชอบชีวิตที่ลงตัว มีความพอดีในจิตใจ ไม่ชอบการแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ชอบการต่อสู้เพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะชนะ มักเป็นคนดูแลสุขภาพ ให้ความสนใจเรื่องการเรียน การศึกษา ชอบการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
ชอบกาแฟร้อนๆ
สวนคนที่ชอบกาแฟร้อนๆ นั้น มักเป็นคนที่หาความสุขได้อย่างง่ายๆ ชอบความมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง เป็นคนตื่นตัวเร็วและปรับตัวเก่ง สามารถนำเอาประสบการณ์ต่างๆ ของตัวเองมาปรับใช้และให้ข้อคิดที่ดีกับคนอื่นๆ
ชอบดื่มกาแฟเย็น
ส่วนคนที่ไม่ชอบกาแฟร้อนๆ อุ่นๆ แต่ชอบกาแฟเย็นเจี๊ยบชื่นใจ แสดงว่าเป็นคนชอบการมีเพื่อนเยอะๆ ชอบการได้พักผ่อน ผ่อนคลาย เมื่อเวลาทำงานก็ทำงานก็ตั้งใจทุ่มเท แต่พอเวลาพักก็หาความสุขให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นคนร่าเริงเช่นกัน ใครอยู่ใกล้ก็มักเบิกบานไปด้วย 
ที่มา : http://guru.sanook.com/5623/รสกาแฟสื่อความหมาย/

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

Item Footprint ถ้วยกาแฟ


กาแฟเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการซื้อขายมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ร้านกาแฟมักบริการเสิร์ฟลูกค้าด้วยถ้วยกระดาษหรือถ้วยพลาสติกขนาดต่างๆ  บางร้านใช้ Single Cup ถ้วยพลาสติกขนาดเล็กสำหรับชงกาแฟเอสเปรสโซบรรจุเมล็ดกาแฟและที่กรองในตัว  หลายร้านยังมีบริการกระดาษหุ้มถ้วยกาแฟกันร้อนหรือกันเปื้อนเพิ่มอีกด้วย 
      - ทั่วโลกใช้ถ้วยกาแฟมากถึง 500,000 ล้านถ้วยต่อปี 
      - ในปี 2554 สหรัฐอเมริกามีขยะเป็นถ้วยกาแฟพลาสติกมากถึง 23,500,000 ตัน หรือ 58,000 ล้านถ้วย  ในจำนวนนั้นเป็นถ้วยแบบ Single Cup ถึง 3,000 ล้านถ้วย 
      - ถ้วยกาแฟเกือบทั้งหมดยังไม่อาจนำไปรีไซเคิลได้ แต่ใช้วิธีกำจัดแบบฝังกลบซึ่งใช้เวลาย่อยสลายถึง 500 ปี  ทั้งนี้ถ้วยกาแฟกระดาษต้องเคลือบพลาสติกเพื่อกันร้อนและการรั่วซึม การย่อยสลายจะปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกออกมา 
      - ถ้วยกาแฟกระดาษขนาด 16 ออนซ์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 110 กรัม  ส่วนกาแฟดำ 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ปล่อย CO2 21 กรัม  กาแฟใส่นมปล่อย CO2 53 กรัม  คาปูชิโนและลาเต้ 1 ถ้วยใหญ่ (550 มิลลิลิตร) ปล่อย CO2 ปริมาณถึง 235 กรัม และ 340 กรัมตามลำดับ 
      - ปัจจุบันร้านกาแฟหลายแห่งเริ่มรณรงค์ให้ผู้บริโภคหันมาใช้แก้วกาแฟมากขึ้น หรือใช้ถ้วยกาแฟ-กระดาษหุ้มที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และใช้ถ้วยพลาสติกที่ย่อยสลายได้แทน 

ที่มา : http://www.sarakadee.com

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

กาแฟกับราศี

  
   พูดถึงกาแฟต้องได้กลิ่นที่หอมกรุ่นรสชาติที่เข้มข้นลอยมาเตะจมูกก่อนเป็นอันดับแรก แล้วกาแฟมาเกี่ยวอะไรกับราศี เพราะการเลือกกินกาแฟนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับราศีของเราอะไรที่มัมเหมาะสมกันย่อมทำให้ชีวิตมีความสุขแน่นอน
     ชาวราศีมังกร เป็นคนนิยมในการดื่มกาแฟ ชอบสินค้าที่มียี่ห้อหรูหรา ชอบชีวิตที่เรียบแต่ไม่ง่าย กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่บลูเมาท์เท้นท์
     ชาวราศีกุม ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบเปลี่ยนสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ยอมรับความคิดของใครง่ายๆ หากยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง จึงไม่มีกาแฟประจำ แต่มักจะลองไปเรื่อยๆ
     ชาวราศีมีน นิยมการเติมน้ำตาลในกาแฟ ชอบอาหารรสหวาน ชอบกาแฟที่ไม่ขมมากนัก กาแฟที่เหมาะจึงเป็นมอคค่า
     ชาวราศีเมษ ชอบการผจญภัย ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ผจญภัย กาแฟที่เหมาะได้แก่เอสเพรสโซของเคนย่า
     ชาวราศีพฤษภ ชาวราศีนี้มีความมั่นคงในจิตใจ ตั้งใจจริง ชอบความสุขุมใส่ใจสุขภาพ กาแฟของราศีนี้คือ เอสเพรสโซของกัวเตมาลา
     ชาวราศีเมถุน ไม่ชอบการอยู่กับที่ ชอบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ กาแฟที่ดื่มมักจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ แต่กาแฟที่เหมาะน่าจะเป็นกาแฟปาปัวนิวกินี
     ชาวราศีกรกฎ ชาวราศีนี้มีจิตใจอ่อนโยน อ่อนไหว มักไม่ชอบกาแฟรสเข้มข้นจึงเหมาะกับลาเต้ หรือคาปูชิโน
     ชาวราศีสิงห์ ชาวราศีนี้ชอบตามแฟชั่น มักไม่มีกาแฟประจำ เปลี่ยนแปลงตามความนิยมเสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักชอบทานคาปูชิโน ไม่ก็พวกกาแฟเย็นปั่นธรรมดาๆนี่แหละ
     ชาวราศีกันย์ ชาวราศีกันย์มักชอบอะไรเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลงนิยมของเก่า และใช้ชีวิตเรียบๆ กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่อเมริกาโน หรือเอสเพรสโซของโคลัมเบีย
     ชาวราศีตุลย์ เป็นคนที่ชอบความสมดุลย์ จะทำอะไรมักอยู่ระหว่างกึ่งกลาง กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่มอคค่า
     ชาวราศีพิจิก ชาวราศีพิจิกเป็นคนลึกลับ ชอบคิดเรื่องราวต่างๆ ภายในใจ มีจินตนาการสูง สามารถคิดเรื่องต่างๆ ได้เป็นเวลานาน ไม่ชอบแสดงออกทางความคิดให้คนอื่นได้รู้ กาแฟที่เหมาะจึงได้แก่ เอสเปรสโซ
     ชาวราศีธนู ชาวราศีธนูชื่นชอบสายลมและแสงแดดเป็นที่สุด มีความคิดอิสระ กาแฟที่เหมาะได้แก่กาแฟของเทนซาเนีย
เอาล่ะคุณราศีไหนก็เลือกได้ตามใจชอบได้เลยนะแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่บอกมาจะเปลี่ยนให้แตกต่างตามรสนิยมก็แล้วแต่ท่านค่ะ
อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/9553/กาแฟกับราศี/

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

กาแฟกับเหล้าผสมกันเป็นยาเป็นวิเศษ ได้จริงหรือ..

   


  ได้ยาวิเศษ สามารถช่วยป้องกันสมองไม่ให้เสียหาย หลังจากเส้นเลือดในสมองตีบได้อย่างมาก เป็นยาที่ทำจากกาแฟผสมกับเหล้า มีฤทธิ์เท่ากับซดกาแฟแก่ๆ ผสมเหล้าเข้าไป 2 ถ้วย ซ้อน.

     นักวิจัยของโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเท็กซัส ฮิวส์ตัน เปิดเผยว่า ยาขนานใหม่ที่พบ เป็นส่วนผสมของกาแฟกับเอทานอล อันเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณช่วยลดความสูญเสีย ของสมองจากการเป็นอัมพาตเนื่องมาจาก เส้นเลือดสมองตีบลงได้อย่างมาก โดยได้ทดลองใช้รักษาฉีดให้กับคนไข้ อัมพาตทั้งชายหญิงที่อยู่ในวัยอายุเฉลี่ย 71 ปี ไปจำนวน 23 ราย


     ศาสตราจารย์มาร์ติน บราวน์ กล่าวแจ้งว่า ในการทดลองกับหนู โดยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองของมัน ขาดลงแบบเดียวกับเมื่อเกิดเป็นอัมพาต เนื่องมาจากเส้นเลือดสมองตีบในคน เมื่อให้ยาภายในเวลาเกิดอาการใน 3 ชม. ปรากฏว่ายาช่วยลดความสูญเสียของสมองของมันได้มากถึง 80% และจะได้ทำการศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อจะได้รู้สรรพคุณของมันในการรักษากับคนมากขึ้น "แต่พบแล้วว่า หากให้กาแฟหรือแอลกอฮอล์โดดๆ อย่างเดียว กลับไม่ได้ผลอย่างใด จะต้องผสมกันจึงจะได้ผล ซึ่งก็จะต้องค้นคว้าหาส่วนผสมที่เหมาะสมต่อไป"

     เขากล่าวต่อไปว่า ยังอาจไม่ทราบสาเหตุว่ามันมีสรรพคุณรักษาขึ้นอย่างไร แต่ตัวแอลกอฮอล์เองก็มี สรรพคุณที่ช่วยขยายหลอดเลือดอยู่แล้ว และคาเฟอีนก็มีสรรพคุณช่วยให้อาการของไมเกรนทุเลาลงได้ เพราะมันช่วยให้ เลือดไหลเวียนดีขึ้น นอกจากนี้ มันยังเป็นยาที่ปลอดภัย เพราะก็เห็นกันอยู่ เป็นยาที่เกือบทุกคนจะใช้กันอยู่แล้ว

อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/8377/กาแฟกับเหล้าผสมกันเป็นยาเป็นวิเศษได้จริงหรือ



สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

ดื่มกาแฟอย่างไร ไม่เสียสุขภาพ

เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนถูกโจมตีว่า ทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ หรือทารกน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็น

          รายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า คนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลน้อยกว่า ส่วนชาไร้คาเฟอีนและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนไม่ให้ผลเหมือนกาแฟ แต่นักวิจัยก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจจนหันไปโหมกาแฟ เพราะนักวิจัยยังต้องติดตามการวิจัยอีกมาก

          นอกจากนี้กาแฟยังยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาเพิ่มความทน และความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน
          สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่า ที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

ของดีในกาแฟ
          นักวิจัยของศูนย์วิจัยของศูนย์วิจัยใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งมีบริษัทขายกาแฟรายใหญ่ของโลกพบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้นกับชนิดของกาแฟ
          กาแฟพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) มีสารต้านอนุมูลอิสระ และคาเฟอีนมากกว่าพันธ์อราบิก้า (Arabicas) ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการคั่วกาแฟ และปริมาณกาแฟที่ละลายแต่ละถ้วย รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับวิธีการชงกาแฟ ระยะเวลาและปริมาณกาแฟที่ใช้ด้วย
ข้อควรปฎิบัติ
          เลี่ยงกาแฟที่ใช้หม้อต้มแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย เพราะจะมีสารไดเทอร์พีนสูง เพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ควรเลือกกาแฟสำเร็จรูปที่ละลายน้ำ หรือชนิดกรองหยด และเอสเพรสโซ ซึ่งจะมีผลน้อยกว่า ถ้าต้องเลือกกาแฟสกัดคาเฟอีน ควรเลือกชนิดที่ใช้ กระบวนการสกัดธรรมชาติ (Swiss Water Process)
          สำหรับผู้ที่เลี่ยงกาแฟอยู่แล้ว ไม่ควรหันมาดื่มเพียงเพื่อต้องการผลดีจากคาเฟอีน โดยเฉพาะคนที่ร่างกายไวต่อกาแฟ การดื่มอาจยิ่งเพิ่มผลเสีย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินควร ทำให้ปวดท้อง และเป็นสารขับปัสสาวะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มกาแฟควรดื่มน้ำตามไปชดเชยด้วย

ระวังสิ่งที่เติมลงในกาแฟ
          เช่น ครีม นมไขมันเต็ม น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะเท่ากับเติมพลังงานส่วนเกิน กาแฟมาตรฐาน 1 ถ้วย มีขนาด 5-6 ออนซ์หรือ 150-180 มล. แต่ที่ขายโดยทั่วไปนั้นมีขนาด 12 ออนซ์หรือ 360 มล . ซึ่งมากกว่าถึง 2 เท่า ดังนั้น ควรจำกัดการดื่มให้ไม่เกิน 5 ถ้วย ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในการศึกษาวิจัย
          สารคาเฟอีนเป็นสารธรรมชาติที่พบในอาหารอื่นด้วย เช่น ใบชา เมล็ดโคลา โกโก้ ช็อคโกแลต น้ำอัดลมสีดำ และยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนเกินควร จึงต้องตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองเสมอ

ข้อควรระวังในกาแฟ
          คอกาแฟอย่าเพิ่งย่ามใจกับข้อมูลด้านดีๆ เพราะองค์ประกอบหลักของกาแฟ คือ สารคาเฟอีนซึ่งเป็นเป็นสารกระตุ้น จึงมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจพอสมควร โดยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ในผู้ที่มียีนขจัดคาเฟอีนช้า ทำให้คาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดคาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล
          ถึงอย่างไรนักวิจัยก็เชื่อว่าการดื่มเพียง 1-2 ถ้วยจะไม่มีผลต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลันไม่ว่ามียีนอย่างไร แต่การดื่มวันละ 4 แก้วขึ้นไปไม่ให้ผลดีขึ้น ดังนั้น ควรดื่มแต่พอควร เพราะปัจจุบันการตรวจยีนยังไม่ได้มีใช้กันเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป และยีนที่แตกต่างกันทำให้ผลการวิจัยทางโภชนาการที่สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ที่ออกมามีข้อมูลขัดแย้งกันจนเกิดความสับสน
          ส่วนผลของกาแฟต่อสุขภาพผู้หญิงก็ยังไม่มีผลวิจัยชัดเจน ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ซีสต์ในเต้านมหรือกระดูกพรุนหรือไม่ การเดินสายกลางจึงดีที่สุด ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดคาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย นอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย
แหล่งอ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/6270/ดื่มกาแฟอย่างไร-ไม่เสียสุขภาพ/


สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

เครื่องชงกาแฟ

    


     กาแฟอาราบิก้ามีขบวนการนำมาชงดื่มที่ละเอียดอ่อนและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนอาจถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งสำหรับมนุษยชาติ เครื่องชงกาแฟเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งนอกจากพันธุ์และการคั่วในการทำให้เกิดกาแฟรสชาติต่างๆ ที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น กาแฟแบบเอสเปรสโซ คาปูชิโน เตอรกิช ไอริช ฯลฯ

เครื่องชงกาแฟแบบดั้งเดิม
          1. เครื่องชงกาแฟแบบเตอรกี การชงกาแฟแบบเตอรกีจะไม่มีการกรองกากกาแฟออก ใช้กาแฟคั่วบดละเอียด ใส่ลงในน้ำเย็นในกาต้มโลหะมีด้าม พร้อมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งตามต้องการ ยกกาขึ้นตั้งไฟ เฝ้ารอให้เดือดจนผงกาแฟที่ลอยเป็นแผ่นอยู่ด้านหน้า ม้วนตัวจมลงจึงยกออกทันที รินเสิร์ฟในถ้วยกระเบื้องเล็กๆ กาแฟแบบเตอรกีนี้ก่อให้เกิดศิลปะอีกแขนงหนึ่งตามมานั่นคือการทำนายดวงชะตา อาจถือเป็นการเล่นเพื่อบันเทิงและเพื่อสังคมชนิดหนึ่ง โดยเมื่อดื่มกาแฟหมดถ้วยแล้วให้คว่ำถ้วยลงสักครู่ จากนั้นจึงทำนายโชคชะตาจากการไหลของเศษผงกาแฟที่เหลือค้างในถ้วย
          2. เครื่องชงกาแฟแบบอาหรับ เป็นเครื่องชงกาแฟโดยใช้หลักไอน้ำเดือดและการกลั่นตัว กาต้มจะมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นตะแกรงมีช่องพรุนสำหรับใส่กาแฟคั่วบดเป็นผง ชั้นล่างสำหรับไส่น้ำ นำกาต้มกาแฟที่ใส่กาแฟและน้ำแล้วไปตั้งไฟให้เดือด ไอน้ำจะกระจายสู่ด้านบนของภาชนะแล้วกลั่นตัวตกลงมา ผ่านผงกาแฟลงสู่ก้นกาอีกครั้ง เมื่อได้ที่แล้วจึงรินน้ำกาแฟออกเสิร์ฟในถ้วยตะไลเล็กๆ เครื่องต้มกาแฟแบบนี้เรียกอีกอย่งหนึ่งว่า percolator
          3. เครื่องชงกาแฟแบบไซฟอน หรือ Vacuum Coffee Maker ส่วนใหญ่ทำด้วยแก้ว ใช้หลักการขยายตัวเนื่องจากความร้อนและการหดตัวเนื่องจากความเย็น โดยที่เริ่มแรกจะเติมน้ำเย็นที่กระเปาะแก้วส่วนล่าง เติมกาแฟบดเป็นผงที่กรวยแก้วทรงกระบอกส่วนบน ที่ก้นกรวยแก้วมีจุกยางและแผ่นกรองกาแฟปิดอยู่ ให้ความร้อนจากตะเกียงหรือเตาแก๊สที่กระเปาะด้านล่างจนน้ำเริ่มเดือด เปิดจุกยางให้น้ำร้อนผ่านแผ่นกรองและผงกาแฟเข้าสู่กรวยด้านบน ใช้ช้อนคนให้ผงกาแฟแตกตัว โดยระวังอย่าให้แผ่นกรองพลิกมิฉะนั้นผงกาแฟจะเล็ดรอดเข้าสู่น้ำกาแฟ เมื่อน้ำร้อนเคลื่อนสู่กรวยด้านบนจนหมด จึงปิดไฟทันที น้ำกาแฟจะเย็นตัวลง แล้วไหลผ่านแผ่นกรองกลับลงสู่กระเปาะแก้ว จากนั้นจึงรินลงเสิร์ฟในถ้วยกาแฟตามปกติ เครื่องชงแบบนี้เหมาะสมในการใช้ชงกาแฟทีละแก้ว สามารถรักษารสชาดและความหอมไว้ได้อย่างเต็มที่
          4. เครื่องชงกาแฟแบบกด หรือพลันเจอร์หรือ French Press Filter  เครื่องชงกาแฟแบบนี้ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถชงได้ครั้งละ 1-3 ถ้วยแล้วแต่ขนาด ตัวเครื่องชงประกอบด้วยกระบอกบรรจุซึ่งส่วนมากทำด้วยแก้ว มีฝาปิดที่ประกอบด้วยฝาโลหะ และก้านกดที่เชื่อมต่อกับแผ่นกรองโลหะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากระบอกพอดี กลไกการทำงานของก้านกดเปรียบเทียบได้กับลูกสูบในกระบอกสูบ การชงกาแฟทำได้โดยใส่ผงกาแฟบดลงในกระบอก เติมน้ำร้อนลงไป คนให้แตกตัวและผงกาแฟอิ่มตัวเริ่มจมลง จากนั้นจึงนำแผ่นกรองและก้านกด วางลงในกระบอก กดก้านลงช้าๆ เพื่อให้น้ำกาแฟผ่านแผ่นกรองขึ้นมา ส่วนผงกาแฟถูกกดจมลงไปที่ก้นกระบอก จากนั้นจึงรินน้ำกาแฟออกจากระบอกลงเสิร์ฟในถ้วย เครื่องชงแบบนี้ใช้ง่าย ราคาไม่แพง แต่อาจมีข้อเสียที่กลิ่นและรสชาติอาจสูญเสียไปบ้าง และในสภาพอากาศเย็นมากๆ ความร้อนจะสูญเสียในระหว่างการชง ทำให้กาแฟที่ได้ไม่ร้อนเท่าที่ควร
          5. เครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซรุ่นเก่า มีต้นกำเนิดจากอิตาลี ดั้งเดิมใช้กาต้มขนาดเล็กทำด้วยโลหะหนาเพราะต้องทนแรงดันอากาศสูง ตัวกาแบ่งเป็น 3 ส่วน เชื่อมต่อกันโดยการทำเกลียวหมุน ส่วนล่างสุดสำหรับใส่น้ำ ส่วนกลางเป็นชั้นที่มีรูพรุนใส่ผงกาแฟอัดแน่น และส่วนบนสำหรับใส่น้ำกาแฟมีท่อโลหะเชื่อมกับส่วนที่ 2 เมื่อนำไปตั้งไฟ น้ำเดือดจะมีแรงดันสูง ดันน้ำผ่านผงกาแฟ ได้น้ำกาแฟไหลเข้าไปสู่ภาชนะชั้นบนสุด น้ำกาแฟที่ได้มีลักษณะเข้มข้น รสขมจัด ต่อมามีการดัดแปลง โดยเพิ่มเติมเครื่องสร้างแรงอัดเพื่อให้น้ำไหลผ่านผงกาแฟด้วยความดันสูง ทำให้น้ำกาแฟที่ผ่านออกมาเข้มข้น หอมหวนชวนดื่มยิ่งขึ้น กาแฟเอสเปรสโซได้รับความนิยมดื่มสูงมาก เนื่องจากให้รสชาดกาแฟแท้ จึงเป็นต้นกำเนิดสูตรกาแฟที่นิยมในปัจจุบันหลายสูตร เช่น มอคคา คาปูชิโน ฯลฯ
          6. เครื่องชงกาแฟโบราณแบบไทย แม้กาแฟจะไม่ใช่พืชท้องถิ่นของประเทศไทย แต่คนไทยก็รู้จักคุ้นเคยกับกาแฟ โอเลี้ยง หรือโอยัวะมาเป็นเวลานานแล้ว การชงกาแฟแบบโบราณของไทยพบได้ทั่วไปตามร้านอาหาร ตลาด และทุกหนทุกแห่งในชนบท มีส่วนประกอบคือถังกลมขนาดใหญ่สำหรับใส่น้ำร้อนตั้งไฟ บนฝาถังมีฝาใหญ่ปิด เจาะช่อง 2 ช่องสำหรับวางกระบอกใส่ถุงกรองที่มีกาแฟผงให้ได้รับไอน้ำอุ่น และสำหรับตักน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟด้วยกระบวยมีด้ามยาว หลักการชงคือใส่ผงกาแฟลงในถุงกรองรูปกรวยยาววางอยู่ในถ้วยอลูมีเนียมทรงกระบอก ตักน้ำร้อนที่เดือดอยู่ในถังอลูมีเนียมเทผ่านกาแฟผงในถุงลงไป นำน้ำกาแฟที่ผ่านถุงลงไปแล้วเทผ่านซ้ำอีก 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้น้ำกาแฟเข้มข้นขึ้น จากนั้นรินลงใส่แก้ว เติมน้ำตาล และ/หรือนมข้นหวาน เสิร์ฟแบบร้อนหรือเย็นในแก้วใส เป็นที่น่าเสียดายว่าการชงกาแฟโบราณแบบไทยนี้หาดูได้ยากขึ้น เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยเครื่องชงกาแฟไฟฟ้าและกาแฟผงสำเร็จรูป แต่นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่คนไทยพัฒนาขึ้นเอง นอกจากนั้นรสชาดกาแฟที่ได้ยังมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีเครื่องมือแบบใดทำได้

เครื่องชงกาแฟร่วมสมัย
          ในปัจจุบันเครื่องชงกาแฟสมัยใหม่ได้เกิดขึ้นมากมายโดยใช้พื้นฐานจากเครื่องชงกาแฟสมัยโบราณดังกล่าวข้างต้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับการสร้างเครื่องต้มกาแฟได้ถูกนำมาใช้ เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคกาแฟที่ต้องการคุณภาพที่สมบูรณ์ของรสชาติกาแฟ ที่พบในปัจจุบันได้แก่
          1. เครื่องชงกาแฟแบบหยดหรือ Drip Coffee Maker เป็นเครื่องต้มใช้ไฟฟ้า โดยแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ถังน้ำเย็น กรวยใส่ผงกาแฟ และเหยือกรองรับน้ำกาแฟ เมื่อเริ่มต้มกลไกจะดูดน้ำร้อนให้ไหลหยดลงสู่กรวยบรรจุผงกาแฟโดยมีแผ่นกระดาษกรองรองไว้ไม่ให้ผงกาแฟปะปนลงในน้ำกาแฟ น้ำร้อนที่ไหลผ่านผงกาแฟและแผ่นกรองลงไปจะไปรวมอยู่ที่เหยือกแก้วที่ตั้งอยู่บนแผ่นความร้อนทำให้น้ำกาแฟร้อนอยู่เสมอ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ดื่มกาแฟมากๆ เพราะการต้มครั้งหนึ่งๆสามารถเตรียมกาแฟได้ 8-12 ถ้วย 
          2. เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซแบบใช้ในบ้าน เนื่องจากกาแฟที่ผ่านการชงแบบเอสเปรสโซเป็นกาแฟที่มีกลิ่นและรสชาดเข้มข้น เป็นที่นิยมของคอกาแฟทั่วโลก จึงมีการผลิตเครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซขึ้นสำหรับใช้ในครัวเรือน โดยใช้หลักการต้มกาแฟโดยมีความดันเข้ามาช่วยเร่งให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เครื่องต้มกาแฟที่ชนิดนี้มักมีอุปกรณ์ช่วยตีนมสดให้ร้อนและขึ้นฟู เพื่อพัฒนาการชงกาแฟเอสเปสโซให้เป็นสูตรอื่นๆ เช่น มอคคา ลาเท และคาปูชิโน
          3. กาแฟผงบรรจุห่อกระดาษกรอง กาแฟคั่วบดแบบนี้พัฒนาขึ้นเมื่อความนิยมใช้เครื่องชงกาแฟแบบเอสเปรสโซกว้างขวางขึ้น วิธีการคือนำกาแฟคั่วและบดเป็นผงผนึกด้วยแผ่นกรอง ทำให้มีลักษณะกลมสามารถบรรจุเข้าในด้ามบรรจุกาแฟที่ใช้สำหรับเครื่องชงแบบเอสเปรสโซได้โดยตรง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการชง
          4. ชุดชงกาแฟแบบสำเร็จรูปสำหรับเสิร์ฟระหว่างเดินทาง ลักษณะเป็นกาแฟคั่วบดเป็นผงที่มีแผ่นกระดาษกรองประกบทั้ง 2 ด้าน บรรจุอยู่ในภาชนะพลาสติกไม่มีก้น เมื่อต้องการชงกาแฟจะวางภาชนะนี้ ไว้บนปากของถ้วยกาแฟ เทน้ำร้อนลงไปในภาชนะ แล้วตั้งทิ้งไว้ น้ำร้อนจะไหลผ่านผงกาแฟในภาชนะลงสู่ถ้วย เป็นวิธีการเตรียมกาแฟที่ง่ายและสะดวก สามารถพบได้ทั่วไปบนพาหนะที่ใช้เดินทางสาธารณะ เช่น รถไฟ รถประจำทางระยะยาว โดยเฉพาะในยุโรปหรืออเมริกา
          5. เครื่องชงกาแฟเป็นการค้า กรณีต้องการผลิตกาแฟจำนวนมากสำหรับคน 20-100 คน อาจต้องใช้เครื่องชงกาแฟชนิดการค้า มีตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับร้านค้าขนาดเล็กถึงปานกลางและขนาดใหญ่สำหรับโรงแรมหรือห้องประชุม
          6. กาแฟชงสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง เป็นกาแฟพร้อมดื่มบรรจุกระป๋อง ส่วนมากสำหรับเสิร์ฟโดยแช่เย็น มีหลากหลายรส ให้เลือกดื่มตามความต้องการของผู้บริโภค อาจมีการเติมนมหรือครีมในอัตราส่วนต่างๆ เติมน้ำตาล หรือเครื่องปรุงแต่งรสชาดอื่นๆ เหมาะสำหรับดื่มในฤดูร้อน โดยเฉพาะเวลาเดินทาง หรือในโอกาสที่ต้องการดื่มกาแฟ แต่ไม่สามารถเตรียมด้วยตัวเองได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปกรณ์หรือเวลา ในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ผลิตกาแฟพร้อมดื่มแบบนี้ออกมาหลายบริษัท และเป็นที่นิยมดื่มไม่น้อยไปกว่าน้ำผลไม้บรรจุกระป๋องเช่นกัน
อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/3833/เครื่องชงกาแฟ/

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

การชงกาแฟ


     การชงกาแฟ มีหลายแบบ แต่ละแบบจะให้รสชาติและกลิ่นจากน้ำมันในเมล็ดกาแฟที่ต่างๆ กันไป โดยทั่วๆ ไปการชงกาแฟมีหลักพื้นฐานอยู่ 4 อย่างที่ควรจะรู้ คือ ปริมาณของกาแฟกับน้ำ การความละเอียดของกาแฟบด น้ำ และความสดของกาแฟ การชงกาแฟที่ใช้กันทั่วไปคือกาแฟบดสองช้อนโต๊ะ (~10 - 14 กรัม) ต่อน้ำ 6 ออนซ์ (180 cc)  อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ได้ถ้ารู้สึกว่ากาแฟเข้มหรือจืดเกินไป
          ความละเอียดของกาแฟก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดรสชาติ กาแฟที่บดละเอียดมากๆ จะขมกว่ากาแฟที่บดหยาบ เพราะน้ำซึมผ่านช้ากว่า ได้สัมผัสและมีโอกาสดูดซับรสกาแฟได้นานกว่า อย่างไรก็ตามความละเอียดของกาแฟควรจะเลือกให้เหมาะกับวิธีการชงด้วยเพื่อให้ได้ความเข้มข้นที่พอเหมาะ น้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะกาแฟหนึ่งถ้วยมีน้ำอยู่ 97-98% กาแฟที่ดีควรชงจากน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ใช้น้ำเย็นต้มให้เดือดแล้วพักไว้ซักแป๊บนึงแล้วค่อยเอามาชง อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสำหรับชงกาแฟคือ 90-96"C  ถ้าน้ำไม่ร้อนพอจะทำให้ดึงรสชาติกาแฟออกมาได้น้อย รวมทั้งความสดของเมล็ดกาแฟด้วย

การชงแบบเฟรนช์เพรส (French Press)
          วิธีการชงที่ถือว่าให้รสชาติและความหอมของกาแฟได้ดีที่สุดคือ การชงแบบเฟรนช์เพรส (French Press) หรือ โบดัม (Bodum) วิธีชงต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า plunger pot  ต้องใช้กาแฟชั้นดีบดหยาบที่สุด ก่อนชงต้อง preheat โดยใช้น้ำร้อนเทลงไปใน plunger ก่อน ใส่กาแฟบด 2 ช้อนโต๊ะต่อกาแฟ 1 ถ้วย (6 ออนซ์) เทน้ำที่เพิ่งเดือดลงให้ท่วมกาแฟ ให้แน่ใจว่าเม็ดกาแฟโดนน้ำร้อนทุกเม็ด ปิดฝา plunger พักไว้ 4 นาที แล้วถึงกด plunger บีบให้กาแฟผ่านตะแกรง กาแฟที่ชงด้วยวิธีเฟรนช์เพรสควรดื่มภายใน 20 นาที สำหรับคอกาแฟที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มสุดๆ ก็ไปซื้อ plunger มา ราคาเมืองนอกประมาณ 1000 บาท (Starbucks มีขาย)

เพอร์โคเลเตอร์ (Percolator)
          วิธีที่อาจจะแปลกสักเล็กน้อยสำหรับคอกาแฟ คือการชงโดยใช้เพอร์โคเลเตอร์ (Percolator) เพอร์โคเลเตอร์มีลักษณะเหมือนเหยือกเก็บความร้อนทั่วๆ ไป หลักการชงกาแฟของเพอร์โคเลเตอร์คือเอากาแฟต้มแล้ว มาผ่านกาแฟบด ซ้ำๆ หลายๆ รอบ ที่บอกว่าแปลกเพราะการชงโดยเพอร์โคเลเตอร์ละเมิดกฏการชงกาแฟที่สำคัญสองข้อคือ
          1. การชงกาแฟต้องไม่ดึงรสหรือกลิ่นของกาแฟมากเกินไป กาแฟบดจึงนำมาต้มหรือชงเพียงรอบเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่ากากจะเหลือรสกาแฟค้างอยู่ก็ตาม
          2. คือ กาแฟต้มแล้วต้องเอามาดื่มเลย ห้ามปล่อยให้เย็น ถ้ากาแฟเย็นลงจะไม่นำมาต้มหรืออุ่นซ้ำ เพราะรสและกลิ่นจะผิดจากเดิม กฏสองข้อนี้ถือว่าสำคัญสำหรับนักดื่มกาแฟ และเป็นกฏที่ร้านกาแฟทั่วไปจะทำตามเสมอ 
          การชงกาแฟโดยเพอร์โคเลตอร์ทำให้ได้กาแฟที่ขมมาก กลิ่นหอมรุนแรง เพราะรสและกลิ่นน้ำมันหอมจากกาแฟจะถูกสกัดออกมาจนเกลี้ยงกว่าวิธีอื่น ซึ่งคอกาแฟที่อนุรักษ์นิยมจะไม่ค่อยชอบ

การหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟบด (Drip)
          วิธีที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไปในการชงกาแฟ ก็คือ การหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟบด (Drip) วิธีนี้เป็นวิธีที่เครื่องต้มกาแฟ (Drip maker, Coffee maker) ที่มีขายทั่วไปใช้กัน การชงแบบหยดน้ำร้อนนี้จะให้รสชาติและกลิ่นของกาแฟได้พอสมควร แต่รสจะไม่จัด เพราะจะมีกระดาษกรองกากกาแฟ ทำให้มีโอกาสที่รสของกาแฟจะเสียไปบ้าง แต่เป็นวิธีที่ง่าย ใส่กระดาษกรอง ใส่กาแฟบด เติมน้ำ เปิดสวิตท์ ก็ได้กาแฟร้อนๆ หอมๆ ดื่มแล้วสดชื่น กาแฟที่ใช้การหยดน้ำนี่ควรดื่มใน 20 นาที


เอสเพรสโซ (Espresso)
          วิธีที่สองหลายคนคงเคยได้ยิน แต่อาจจะไม่รู้จักเท่าไหร่นัก นั่นก็คือ เอสเพรสโซ (Espresso) ที่จริงเอสเพรสโซไม่ใช่ชื่อของพันธุ์กาแฟ หรือสูตรกาแฟ แต่เป็นวิธีการชงกาแฟ และเครื่องดื่มที่ได้จากการชงแบบนี้จะเรียกว่า "กาแฟเอสเพรสโซ" การชงแบบเอสเพรสโซต้องใช้เครื่องชงเอสเพรสโซ (Espresso Machine) ในการทำ
          หลักการของเครื่องชงเอสเพรสโซก็คือ จะใช้แรงดันอัดน้ำร้อนให้ผ่านไปในกาแฟบดละเอียด ซึ่งจะให้รสชาติกาแฟออกมาเต็มที่มากกว่าการหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟ คำว่า Espresso ก็มาจากภาษาลาติน Espressere ซึ่งแปลว่า กด หรือ ดัน  วิธีนี้ว่ากันว่าเป็นการชงที่เข้าถึงหัวใจของเมล็ดกาแฟได้เต็มที่ การอัดน้ำให้ผ่านกาแฟบดจะใช้แรงดันราวๆ 9 เท่าของแรงดันบรรยากาศ ใช้เวลาประมาณ 18-23 วินาทีก็เสร็จ เอสเพรสโซจะทำถ้วยต่อถ้วย ไม่มีการทำค้างไว้เหมือนการชงแบบหยด เวลาเสิร์ฟจะใส่แก้วเล็กๆ ปะมาณออนซ์เดียว (ถ้วยกาแฟปกติประมาณ 6 ออนซ์ ถ้านึกไม่ออกลองเทียบกับขนาดของกาแฟกระป๋องที่มีขายในตู้แช่บ้านเรา) แล้วต้องดื่มทีเดียวให้หมด ใครสั่งเอสเพรสโซมานั่งจิบชมวิวทำเท่ห์แสดงว่าดื่มไม่เป็น
          เอสเพรสโซแท้ๆ จะขมมาก เพราะกาแฟบดที่ใช้กับเอสเพรสโซจะผ่านการคั่วนานจนสีเข้ม เรียกว่า Dark roasted เมล็ดกาแฟที่ใช้อาจจะมาจากกาแฟพันธุ์แท้ หรืออาจจะเป็นกาแฟเบลนด์ที่แต่ละร้านทำขึ้นเอง ดังนั้นรสชาติและกลิ่นอาจจะต่างกันได้ แม้ว่าจะสั่งเอสเพรสโซเหมือนกัน
อ้างอิงข้อมูล : http://guru.sanook.com/4041/การชงกาแฟ/

สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067

ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ

    ใคร ๆ ก็บอกว่ากาแฟมีคาเฟอีน สารที่หากได้รับในปริมาณที่เกินพิกัดก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่คอกาแฟอย่าเพิ่งหมดกำลังใจเลยค่ะ เพราะมีผลวิจัยที่ เว็บไซต์ livestrong.com เขาได้นำมาเผยให้รู้ ก็น่าจะช่วยให้คนติดกาแฟได้ยิ้มแก้มแทบปริกันบ้าง 

         เพราะ 9 ข้อต่อไปนี้ จะเป็นข้อดีของกาแฟ ที่ถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม หากจำกัดครีมเทียม นม และน้ำตาลอย่างเหมาะเจาะ ก็สร้างประโยชน์ดีๆ ให้ร่างกายเราไม่เบาเลยเชียวนะ

    1. ลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่ว
              ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2002 เผยว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีลดลงประมาณ 25% เช่นเดียวกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย

     2. กาแฟช่วยลดความเครียด  
              เชื่อว่าหลายคนแอบเห็นด้วยกับผลวิจัยนี้ เพราะเมื่อรู้สึกเครียด ๆ เหนื่อย ๆ ทีไร ได้จิบกาแฟสักหน่อยก็จะรู้สึกดีขึ้นใช่ไหมคะ ซึ่งคราวนี้เราการันตีด้วยผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ 15 % แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20% เลยทีเดียวจ้า



     3. ช่วยกระตุ้นความจำ
              ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้            
              ส่วนมหาวิทยาลัยเซาท์ฟรอริด้าก็เผยว่า คนอายุล่วงเข้าวัยกลางคน ควรดื่มกาแฟประมาณ 4-5 แก้วต่อวัน เพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF สารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ด้วยจ้า
     
     4. รอดจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2            
              จากการศึกษาของภาคการเกษตรและเคมีอาหารของสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่า นักดื่มกาแฟตัวยง จะมีโอกาสรอดพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประมาณ 50% เนื่องจากคาเฟอีนมีคุณสมบัติช่วยยับยั้ง hIAPP และโพลีเปปไทด์ ตัวการก่อให้เกิดโปรตีนผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นเอง
     
    5. ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง            
              มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า การดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง
     
    6. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ            
              มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่า คาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และอาจจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงได้ แต่ล่าสุดผลการวิจัยเมื่อปี 2006 เพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า คาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบด มีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง และสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ 7.7 กิโลกรัมภายใน 22 สัปดาห์เลยทีเดียวจ้า
     
    7. ลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน            
              สถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่า คาเฟอีนในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคพาคินสันได้ถึง 25% เลยนะจ๊ะ



    8. ปลุกความตื่นตัวได้ในทันที
              คาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดี ๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ยืนยันด้วยการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น
     
    9. ลดโอกาสเป็นโรคเกาต์            
              สำหรับคนที่กลัวตัวเองจะเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ดื่มกาแฟประมาณ 3-6 แก้วต่อวันอย่างต่อเนื่อง เพราะผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งยืนยันแล้วว่า คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกที่เกินขนาดอย่างได้ผล และคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ได้ถึง 60% เลยล่ะค่ะ
     
              คอกาแฟที่กลัวผลกระทบจากคาเฟอีนได้รู้อย่างนี้แล้วคงสบายใจขึ้นใช่ไหมคะ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อสุขภาพ ก็ควรดื่มกาแฟที่มีส่วนผสมของน้ำตาล นม และครีมเทียมน้อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ และที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการด้วยนะจ๊ะ

    อ้างอิงข้อมูล : http://health.kapook.com/view82251.html


สนใจปลอกกระดาษสวมแก้ว ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่..
TEL  :  087-3464927  คุณเอ๋ย     IDLine  :  aey-iiz.
TEL  :  083-9893007  คุณยา      IDLine : yongyee2529
Email  :  lovecupsleeve@gmail.com
Fax  :  02-7074067